
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามบันทึกนโยบายด้านความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Presidential Memorandum – NSPM) เพื่อเร่งการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภารกิจด้านข่าวกรอง การป้องกันประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสามารถใช้เทคโนโลยี AI ได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการวางแผนปฏิบัติการทางทหาร
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวไม่ได้เปิดทางให้ AI ตัดสินใจทางทหารได้อย่างอิสระ แต่ระบุชัดว่าการใช้งานต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน และไม่ถูกนำไปใช้เพื่อการเฝ้าระวังประชาชนโดยมิชอบ การเซ็นเซอร์ หรือการเลือกปฏิบัติทางการเมือง
ประเด็นสำคัญที่สุด: อาวุธอัตโนมัติ
หนึ่งในคำสั่งสำคัญของบันทึกฉบับนี้คือ การมอบหมายให้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ปรับปรุงแนวทางการใช้อาวุธอัตโนมัติภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าของ AI และยืนยันว่าห่วงโซ่การบังคับบัญชาของมนุษย์ (Chain of Command) ยังคงเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจใช้กำลังทางทหาร
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐฯ ต้องการใช้ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจ แต่ยังไม่ประกาศให้ AI มีอำนาจสั่งการหรือโจมตีเป้าหมายได้เองโดยปราศจากการกำกับของมนุษย์
เบื้องหลังของนโยบายนี้
นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนรุนแรงขึ้น รวมถึงความกังวลว่าประเทศคู่แข่งอาจใช้ AI เพื่อพัฒนาอาวุธไซเบอร์ ระบบข่าวกรอง และเทคโนโลยีทางทหารรูปแบบใหม่ สหรัฐฯ จึงต้องการเร่งการประยุกต์ใช้ AI ภายในหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ ยังมีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับบริษัท AI บางแห่ง เช่น Anthropic ซึ่งไม่ต้องการให้โมเดล AI ของตนถูกนำไปใช้ในอาวุธอัตโนมัติหรือการเฝ้าระวังมวลชน ส่งผลให้เกิดการถกเถียงเรื่องจริยธรรมของ AI ทางทหารอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ไม่ได้ประกาศ “ใช้ AI ทำสงครามแทนคน” แต่กำลังเร่งนำ AI เข้าสู่ระบบข่าวกรอง กลาโหม และความมั่นคงแห่งชาติ รัฐมนตรีกลาโหมมีเวลา 90 วันในการปรับปรุงแนวทางใช้อาวุธอัตโนมัติ ยังคงยืนยันว่ามนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการใช้กำลัง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รักษาความเป็นผู้นำ AI ของสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันกับจีนและมหาอำนาจอื่น ๆ
แหล่งข้อมูลหลัก: จากรายงานของ Reuters, Associated Press (AP) และเอกสารทางการของ ทำเนียบขาวสหรัฐฯ
**ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อหา**