รายงานความเคลื่อนไหวราคาทองคำในประเทศประจำวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ (Gold Traders Association) ล่าสุดก่อนเข้าสู่ช่วงบ่าย เวลา 11:38 น. (การปรับครั้งที่ 8) พบว่าราคาทองคำมีการแกว่งตัว โดยราคาทองคำแท่งขายออกทรงตัวอยู่ที่ระดับ 68,550 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ระดับ 69,350 บาทต่อบาททองคำ
สรุปราคาทองคำ (ครั้งที่ 8 เวลา 11:38 น.)
- ทองคำแท่ง (ความบริสุทธิ์ 96.5%)
- รับซื้อ: 68,350.00 บาท / บาททองคำ
- ขายออก: 68,550.00 บาท / บาททองคำ
- ทองรูปพรรณ (ความบริสุทธิ์ 96.5%)
- ฐานภาษี (รับซื้อคืน): 66,976.88 บาท / บาททองคำ
- ขายออก: 69,350.00 บาท / บาททองคำ (ราคากลาง ยังไม่รวมค่ากำเหน็จ)
สรุปราคาแยกตามน้ำหนัก
| น้ำหนักทอง | ทองคำแท่ง (ขายออก) | ทองรูปพรรณ (ขายออก*) |
| 1 บาท | 68,550.00 บาท | 69,350.00 บาท |
| 2 สลึง | 34,275.00 บาท | 34,675.00 บาท |
| 1 สลึง | 17,137.50 บาท | 17,337.50 บาท |
| ครึ่งสลึง | 8,568.75 บาท | 8,668.75 บาท |
*ราคาขายออกทองรูปพรรณนี้ยังไม่รวมค่ากำเหน็จ (ค่ากำเหน็จเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับร้านและลวดลาย)
ปัจจัยขับเคลื่อนและสถานการณ์ตลาด
- ภาพรวมการเคลื่อนไหวระหว่างวัน (Intraday Movement)
- ผันผวนสูงตลอดวัน: ตลาดทองคำเปิดตลาดช่วงเช้า (ครั้งที่ 1 เวลา 09:04 น.) ปรับตัวลดลงทันที 400 บาท จากราคาปิดเมื่อวันก่อนหน้า
- การปรับเปลี่ยนราคาสถี่: ตั้งแต่เปิดตลาดจนถึงเวลา 14:00 น. สมาคมค้าทองคำมีการประกาศปรับเปลี่ยนราคาระหว่างวันรวมแล้วถึง 8-15 ครั้ง ตามสภาวะตลาดต่างประเทศที่ผันผวน
- ระดับราคาสูงสุด-ต่ำสุด: ราคาทองคำแท่งขายออกแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 68,500 – 68,750 บาท ก่อนจะเริ่มทรงตัวสะท้อนกรอบการซื้อขายในรอบบ่าย
- ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อราคา (Key Market Drivers)
- ราคาทองคำต่างประเทศ (Gold Spot): สัญญาณการย่อตัวและแกว่งตัวในกรอบแคบของราคาทองคำในตลาดโลกช่วงเช้าถึงเที่ยง กดดันราคาเสนอซื้อขายทองคำในเมืองไทยให้ปรับฐานลง
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (Thai Baht Volatility): ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในบางช่วงของวัน เป็นปัจจัยลบที่ช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาทองคำในประเทศ
- มุมมองและดัชนีความเชื่อมั่น: จากรายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำสัปดาห์ (7–11 ก.ย. 2569) โดยศูนย์วิจัยทองคำ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงจับตา นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก (Fed) และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ ซึ่งส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะชะลอการลงทุนเพื่อรอทิศทางที่ชัดเจน (Wait-and-See)
**ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงเนื้อหา**