ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ยุค AI เต็มตัว สงครามชิประหว่างสหรัฐฯ และจีนในปี 2026 ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการ “ห้ามขาย” ไปสู่กลยุทธ์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม นั่นคือการสร้าง “กำแพงภาษีทางเทคโนโลยี” (Tech-Tariff Wall) และการบีบให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต้องเลือกระหว่างระบบนิเวศของ Nvidia หรือระบบนิเวศที่จีนสร้างขึ้นเอง
โมเดล “ค่าไถ่ทางเทคโนโลยี”: สหรัฐฯ เก็บค่าต๋ง 25%
ความเคลื่อนไหวที่แปลกใหม่ที่สุดในปีนี้คือมาตรการของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ Nvidia ส่งออกชิปสเปกสูงอย่าง H200 ไปยังจีนได้ แต่มีเงื่อนไข “สุดโหด” คือรัฐบาลสหรัฐฯ จะเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Cut) สูงถึง 25% จากยอดขายชิปเหล่านี้เพื่อนำไปเข้ากองทุนพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ
นัยสำคัญ: นี่คือการเปลี่ยนอาวุธทางเศรษฐกิจให้กลายเป็นรายได้ โดยใช้ความต้องการของจีนเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชิปสหรัฐฯ ในตลาดจีนมีราคาสูงจนเข้าถึงยาก
“กำแพงคู่ขนาน” (The Great Decoupling)
สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่แค่การแข่งกันผลิต แต่คือการแยกโลกออกเป็น 2 ใบอย่างสมบูรณ์:
- Western Stack: ขับเคลื่อนโดยสถาปัตยกรรม CUDA ของ Nvidia ที่ครองตลาดโลกกว่า 80%
- China Stack: จีนกำลังเร่งสร้างมาตรฐานตัวเองผ่าน Huawei Ascend และซอฟต์แวร์เฟรมเวิร์กอย่าง Baidu PaddlePaddle โดยมีเป้าหมายคือการทำให้ซอฟต์แวร์ในจีนทำงานได้ดีที่สุดบนชิปที่ผลิตในประเทศเท่านั้น
กลยุทธ์ “ย้อนศร” ของจีน: 3nm ในปี 2026?
แม้จะโดนสกัดกั้นเครื่องจักร DUV และ EUV จาก ASML แต่มีรายงานว่า Huawei และ SMIC กำลังทดสอบสายการผลิตระดับ 3 นาโนเมตร (3nm) โดยใช้เทคนิคการวางโครงสร้างชิปแบบใหม่ (GAA – Gate-All-Around) และวัสดุคาร์บอนนาโนทิวบ์ ซึ่งเป็นการข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีซิลิคอนแบบเดิม
เป้าหมาย: จีนตั้งเป้าพึ่งพาตัวเองให้ได้ 80% ภายในปี 2030 แม้ปัจจุบันจะยังอยู่ที่ระดับ 20-27% แต่การเร่งลงทุนกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี กำลังทำให้ช่องว่างเทคโนโลยีแคบลงอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบลูกโซ่: ราคาหน่วยความจำ (Memory) พุ่งสูง
ไม่ใช่แค่ชิปประมวลผล (GPU) เท่านั้นที่วิกฤต แต่สงครามครั้งนี้ลามไปถึง HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ปัจจุบัน Samsung และ SK Hynix ออกมาเตือนว่าความต้องการที่พุ่งสูงจากการกักตุนของทั้งสองขั้วอำนาจ จะทำให้ราคาหน่วยความจำพุ่งขึ้น 50-80% ตลอดปี 2026
สงครามชิปในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ใครเก่งกว่าใคร” แต่เป็นเรื่องของ “ใครจะคุมมาตรฐานโลกได้มากกว่ากัน” หากโลกแยกออกจากกันเป็นสองขั้ว ต้นทุนทางเทคโนโลยีของทั้งโลกจะสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และไทยในฐานะหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานกลาง จะต้องเผชิญกับโจทย์ยากในการรักษาสมดุลระหว่างสองระบบนิเวศนี้
***ห้าม ทำซ้ำ/ดัดแปลง/คัดลอก***